วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทละครเรื่อง : อิเหนา


อิเหนา
                บทละครเรื่อง  อิเหนา     พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เป็นบทละครที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็น ยอดของบทละครรำ  ละครรำ  เป็นละครในซึ่งมี ๔ เรื่อง คือ รามเกียรติ์   อุณรุท  ดาหลัง และอิเหนา  โดยมุ่งหมายให้รักษาจารีตประเพณีของราชสำนัก  ศิลปะการร่ายรำและท่าทาง เพลงที่ใช้และบทเจรจามีจังหวะนุ่มนวลไพเราะ เพื่อให้สมกับเป็นละครแบบฉบับ  อิเหนาจึงถือว่ามีความสำคัญในฐานะที่เป็นมรดกของชาติไทย
                บทละครเรื่อง  อิเหนา  มีเนื้อหาหลักอยู่ที่ความรัก และการผจญภัยของตัวละครเอก แม้เนื้อหาจะมีความสลับซับซ้อน และมีตัวละครเป็นจำนวนมาก  รวมทั้งชื่อตัวละครเป็นภาษาชวาซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างอ่านออกเสียงยาก และไม่คุ้นหูคนไทย แต่คุณค่านานัปการที่ปรากฏในบทละครก็เป็นสิ่งจูงใจให้คนอ่าน   ซึ่งก่อให้เกิดข้อคิดและเข้าใจชีวิตอันหลากหลายของคนจากภาพสะท้อนในเรื่อง แม้เป็นตัวละครต่างยุค   ต่างสมัยกับปัจจุบัน    แต่ผู้อ่านก็ย่อมจะยอมรับในธรรมชาติของคนที่ไม่ว่ายุคสมัยใดสมัยใดก็ตามย่อมมีความรู้สึกรัก  โลภ  โกรธ   หลงด้วยกันทั้งนั้น               

ประวัติผู้แต่ง 
นันทนา   กปิลกาญจน์ ( ๒๕๔๗, หน้า ๑๓๓ ๑๓๕)   ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับพระราชประวัติและ
พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผลการวิจัยพบว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระอมรินทรา บรมราชินี  เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๑๐ เวลานั้นเป็นช่วงสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีซึ่งบ้านเมืองกำลังระส่ำระสายเพราะกำลังทำสงครามกับพม่า ขณะนั้นพระองค์กำลังทรงเจริญวัย สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงมีตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ในที่สุดสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทำสงครามชนะพม่าได้กรุงศรีอยุธยาคืน แต่สภาพบ้านเมือง ณ เวลานั้นเสียหายมากจึงทรงย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามายังกรุงธนบุรี เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าตากสินสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงปราบดาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
            พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถในการศึกสงครามหลายครั้ง จึงทรงมีประสบการณ์ในการสงครามมาก ดังนั้นเมื่อกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาถทิวงคตลงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและทรงสืบราชสมบัติแทนพระบรมชนกนาถในปีพ.ศ. ๒๓๕๒ และสวรรคตในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ รวมระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ๑๕ ปี
            ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข พระองค์ได้พระราชทานพระราชมรดกชิ้นสำคัญไว้แก่ประเทศชาติคือ ศิลปะอันวิเศษในด้านต่าง ๆ อันได้แก่ วรรณกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ในรัชสมัยของพระองค์นับได้ว่าเป็นยุคทองของงานศิลปวัฒนธรรมแห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์เองก็ทรงเป็นเอกอัครศิลปินทรงมีพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องเทิดพระเกียรติพระองค์ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
            ในช่วงระยะเวลา ๑๕ ปีแห่งรัชสมัย นับได้ว่าไทยได้ประสบสันติสุข แม้จะมีเหตุการณ์พิพาทกับพม่า เขมร ญวน บ้างก็นับว่าเป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงเป็นประมุขแห่งกวี ผู้ใดเชี่ยวชาญทางกาพย์กลอนก็ทรงโปรดปรานยกย่องถึงกับมีคำกล่าวว่า ในรัชกาลที่ ๒ นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรดพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงสนพระทัยและทรงทำนุบำรุงศิลปะการช่างเป็นอย่างมาก เมื่อบ้านเมืองเป็นปรกติสุขก็ได้ทรงพยายามที่จะบำรุงการช่างให้รุ่งเรืองอย่างสมัยกรุงศรีอยุธยาเพราะช่างไทยในครั้งนั้นได้ถูกกวาดต้อนไปพม่าเสียเกือบหมด พระองค์ทรงเป็นช่างฝีมือสูง เป็นที่สรรเสริญมาจนบัดนี้
            งานศิลปะอีกอย่างหนึ่งคือวรรณคดี ซึ่งกล่าวได้ว่าพระองค์ได้ทรงพระทัยใส่ทำนุบำรุงเป็นอย่างมาก จนกล่าวได้ว่าในรัชสมัยของพระองค์วรรณคดีรุ่งเรืองอย่างยิ่งหาสมัยอื่นเปรียบเทียบมิได้เลย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงปรับปรุงการละครให้ขึ้นถึงมาตรฐานอันดีทั้งในกระบวนรำ เพลง และบท ในส่วนการแต่งบทนั้นนอกจากพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทเอง ยังโปรดให้ประชุมกวีช่วยกันแต่งและแก้ไขให้ไพเราะน่าฟังทั้งในสำนวนกลอนและเหมาะกับจังหวะในกระบวนรำ จึงกล่าวได้ว่าบทละครซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์และโปรดให้กวีช่วยกันแต่งแก้ไขกันในที่ชุมนุมกวีนั้นเป็นบทละครที่ดีสุด[๑]
                บทพระราชนิพนธ์ละครในเรื่องอิเหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเองก็เป็นเสมือนกระจกบานหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนแนวคิดและค่านิยมในสังคมยุคนั้น   ดังที่มีผู้ศึกษาได้ให้คำอธิบายไว้ ดังนี้
จุลลดา   ภักดีภูมินทร ( ๒๕๓๖, หน้า ๒๑๑ ) กล่าวไว้ว่า ในหมู่ชาววัง เวลาอ่านบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาในรัชกาลที่ ๒ มักจะเปรียบเทียบเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด (ซึ่งรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์) ว่าเป็นประหนึ่งจินตะหราวาตี ส่วนเจ้าฟ้ากุณฑลนั้นว่าเป็นประดุจบุษบา อันที่จริงบทพระราชนิพนธ์ อิเหนานั้นค่อนข้างจะน่าเชื่ออยู่เหมือนกันว่าบางตอนคงออกมาจากพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ ๒ จริง ๆ         เพราะตามธรรมดาของคนเป็นนักเขียน นักประพันธ์หรือกวีนั้น
ส่วนมากมักจะอดดึงเอาความในใจของตนออกมาสอดแทรกไว้ในบทประพันธ์ไม่ได้ บางทีก็โดยตั้งใจ บางทีก็โดยเผลอใจ[๒]


ที่มาของเรื่อง
พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัติ กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร ได้ทรงวิจารณ์เค้ามูลบ่อเกิดของเรื่องอิเหนาไว้โดยละเอียด รวมทั้งข้อมูลของอิเหนา ซึ่งมีตัวตนจริงๆ อยู่ในสมัยปี พ.ศ.๑๕๖๒
                นครดาฮา(ดาหา) ในชวา มีกษัตริย์องค์ชื่อ ไอรลังคะ มีโอรส ๒ องค์ คือท้าวดาหา กับท้าวกุเรปัน และมีราชธิดาองค์เดียว ชื่อ กุลีสุจี เมื่อพระธิดานั้นพอเจริญวัยก็ได้ออกบวชเป็นชี เมื่อถึงคราวกษัตริย์ไอรลังคะจะสวรรคต ได้แบ่งอาณาเขตออกเป็นสองส่วน คือ แคว้นดาหาและกุเรปัน ให้โอรสสองคนนั้นครองคนละแคว้น ต่อมาทั้งสององค์ องค์หนึ่งมีโอรส องค์หนึ่งมีธิดา องค์ที่เป็นชายนั้นคืออิเหนา องค์ที่เป็นหญิงนั้นคือบุษบา พระนางกุลีสุจีที่บวชเป็นชีอยู่ในขณะนั้น แนะนำให้ทายาททั้งสองนครนี้สมรสกัน เพื่ออาณาจักรจะได้กลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังเดิม
อิเหนาเป็นกษัตริย์ที่ทรงอานุภาพมาก จนกระทั่งวงศ์อิเหนาได้เสื่อมลงเมื่อราวปี พ.ศ.๑๗๖๔ อังรกะ ชิงราชสมบัติจากวงศ์อิเหนาได้ และตั้งราชธานีใหม่ได้ ชื่อสิงหัสสาหรี(สังคัสซารี) ในปี พ.ศ.๑๘๓๖ กษัตริย์ที่สืบวงศ์จากราชาอังรกะ ได้ย้ายราชธานีไปตั้งที่ มัชปาหิต(ใกล้เมืองสุราบายา) และสืบสันติวงศ์มาจนถึงราวปี พ.ศ.๒๐๐๐ และเริ่มเสื่องเพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจชาวอินเดีย ที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่อพยพเข้ามาอยู่ในชวา จนได้ตกมาอยู่ในอำนาจของโปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์ในที่สุด
                ตามที่ได้ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ อิเหนานั้นเป็นกษัตริย์ที่ทรงอานุภาพมาก ที่มีพระชนมายุอยู่ก่อนสมัยสุโขทัยประมาณ ๔๐๐ ปี ดังนั้นเรื่องที่สืบต่อกันมาจึงไม่ค่อยชัดเจน และกลายเป็นนิทานนิยายออกไปทุกที คล้ายๆกับเรื่องพระร่วงของไทย
                นิทานอิเหนา ในชวาเรียกว่า ปันหยี เนื้อเรื่องก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละฉบับ มีทั้งฉบับแปลภาษามาลายู เขมรก็มีเรื่องอิเหนา ซึ่งเนื้อความคล้ายกับฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ของไทย
เรื่องอิเหนาในชวานั้น ได้รับความยกย่องอย่างมาก เมื่อไทยนำมาสร้างเป็นบทละคร ก็ยิ่งได้รับความนิยมอย่างสูงยิ่งขึ้นอีก บทละครอิเหนาของไทยครั้งแรก กรุงเก่าใช้แสดงกันเรื่อยมา จนกระทั่งสมัยกรุงธนบุรี ครั้งเมื่อถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดให้กวี ช่วยกันรวบรวมแต่งเติมเรื่องอิเหนาไว้
อันอิเหนาเอามาทำเป็นคำร้อง          สำหรับงานการฉลองกองกุศล
ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์                   แต่เรื่องต้นตกหายพลัดพรายไปฯ
                ดังที่ปรากฏในบทนำ "แต่เรื่องต้นตกหายพลัดพรายไปฯ" คงเหลือสมบูรณ์อยู่เฉพาะเรื่องดาหลัง หรืออิเหนาใหญ่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระราชนิพนธ์บทละครอิเหนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีความไพเราะจนได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรมาแล้ว


เรื่องอิเหนาที่ปรากฏในฉบับภาษาไทย
นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย นักปราชญ์ราชบัณฑิตของไทยก็ได้แต่งเรื่องอิเหนาขึ้นมาหลายสำนวนด้วยกัน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก      และน่าแปลกใจที่พบว่ามีอิเหนาในภาษาไทยกว่าสิบสำนวน ดังนี้
๑.   บทละครเรื่องอิเหนาครั้งกรุงเก่า. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงได้มาจากเมืองนครศรีธรรมราช มีอยู่ตอนเดียว เข้าใจว่าเป็นสำนวนครั้งกรุงเก่า
๒.  อิเหนาคำฉันท์ งานนิพนธ์ของจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่งในสมัยธนบุรี                        ตอนอิเหนาลักบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ
๓.   บทละครเรื่องอิเหนา  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
๔.   บทละครเรื่องดาหลัง  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
๕.   บทละครเรื่องอิเหนา  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๖.    บทมโหรีเรื่องอิเหนา  ของเจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง) ในรัชกาลที่ ๒
๗.   นิราศอิเหนา ของสุนทรภู่ ตอนลมหอบ
๘.   บทสักวาเรื่องอิเหนา. แต่งในสมัยรัชกาลที่ ๓
๙.    อิเหนา. พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนอุณากรรณ
๑๐.    อิเหนาคำฉันท์    พระนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ในรัชกาลที่  ๔                     ตอนเข้าห้องจินตะหรา
๑๑.   บทเจรจาละครเรื่องอิเหนา  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ รวม ๖๘ บท
๑๒.  บทละครพูดเรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร                             ตอนศึกกระหมังกุหนิง
๑๓.  บทละครดึกดำบรรพ์เรื่องอิเหนา  พระนิพนธ์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตอนใช้บน
๑๔.   บทสักวาเรื่องอิเหนา เล่นถวายในรัชกาลที่ 5 ตอนเสี่ยงเทียน ตอนชนไก่ และตอนสึกชี
๑๕.  หิกะยัต ปันหยี สมิรัง  พระนิพนธ์แปล ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงแปลจากต้นฉบับภาษามลายู
๑๖.    อิเหนาฉบับอารีนครา   แปลจากอิเหนาชวา    ผู้แต่งชื่ออารีนครา ขุนนิกรการประกิจ    เป็นผู้แปล
๑๗.  ปันหยี สะมิหรัง คำกลอน  น.อ.หลวงสำรวจวิถีสมุทร ประพันธ์จากเรื่อง หิกะยัต ปันหยี สมิรัง
๑๘.   เล่าเรื่องอิเหนา รศ. วิเชียร เกษประทุม
อิเหนาเป็นที่นิยมกันมากกว่าเรื่องดาหลัง เนื่องจากเรื่องดาหลังมีเนื้อเรื่องที่ซ้ำซ้อน และสับสนมากทีเดียว แต่แม้จะเป็นเรื่องจากชวา การบรรยายบ้านเมืองและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ล้วนเป็นฉากของไทยทั้งสิ้น และนับว่าน่ายินดี ที่มีการนำอิเหนาฉบับของชวามาแปลให้ชาวไทยได้รู้จัก  และเปรียบเทียบกับอิเหนาฉบับดั้งเดิมของไทย
เนื้อเรื่องย่อ
                วงศ์เทวัญมีกษัตริย์สี่องค์ ครองเมืองกุเรปัน ดาหา กาหลัง และสิงหัดส่าหรี แต่ละเมืองมีเสนาบดีสี่ตำแหน่ง ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ได้แก่ ปาเตะ เป็นขุนนางตำแหน่งสมุหพระราชวังตำมะหงงเป็นขุนนางตำแหน่งสมุหนายก ดะหมังเป็นขุนนางฝ่ายมหาดไทย และยาสาเป็นขุนนางฝ่ายศาล
               มีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อเมืองหมันหยา ท้าวหมันหยาสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว มีแต่ประไหมสุหรี ซึ่งมีพระราชธิดาสามองค์ องค์ใหญ่ชื่อนิหลาอระตาได้อภิเษกเป็นประไหมสุหรีของท้าวกุเรปันองค์ที่สองชื่อระเด่นดาหลาวาตีเป็นประไหมสุหรีของท้าวดาหา องค์สุดท้องชื่อระเด่นจินดาส่าหรี อภิเษกกับท้าวมังกันซึ่งเป็นญาติแล้วสถาปนาท้าวมังกันเป็นท้าวหมันหยาครองเมืองหมันหยาต่อไป
               ท้าวกุเรปันมีโอรสที่เกิดจากประไหมสุหรีชื่ออิเหนา เมื่ออิเหนาประสูติพระอัยกาปะตาระกาหลา ซึ่งเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์เนรมิตกริชจารึกนามอิเหนามอบให้เป็นอาวุธ และท้าวกุเรปันประทานพี่เลี้ยง   สี่คนคือ ยะรุเดะเป็นบุตรของปาเตะ ปูนตาเป็นบุตรของตำมะหงง กะระตาหลาเป็นบุตรของดะหมันและประสันตา เป็นบุตรของยาสา
               ท้าวดาหามีธิดาและโอรสกับประไหมสุหรีสององค์ องค์โตเป็นราชธิดาชื่อระเด่นบุษบา   ท้าวดาหาประทานพี่เลี้ยงให้สี่นางคือ บาหยัน ซ่าเหง็ด ประเสหรัน ประลาหงัน องค์รองเป็นโอรสชื่อ สียะตรา ซึ่งมีพี่เลี้ยงสี่ตำแหน่งเช่นเดียวกับอิเหนา
                ท้าวกุเรปันกับท้าวดาหาหมั้นหมายโอรสและธิดาของตนไว้ตั้งแต่ยังเยาว์ ส่วนท้าวหมันหยา มีธิดาองค์เดียวชื่อจินตะหราวาตี ซึ่งมีอายุอ่อนเดือนกว่าอิเหนาเล็กน้อย
                ต่อมาพระอัยกีของอิเหนาที่อยู่เมืองหมันหยาสิ้นพระชนม์ ท้าวกุเรปันให้อิเหนาคุมเครื่องไทยทานเป็นผู้แทนไปช่วยงานถวายพระเพลิงที่เมืองหมันหยา อิเหนาได้พบนางจินตะหราก็หลงรัก เมื่อเสร็จสิ้นงานพระศพแล้วก็ยังไม่ยอมกลับเมืองกุเรปัน ท้าวหมันหยาและประไหมสุหรีก็มิได้ห้ามปราม ท้าวกุเรปันเร่งให้อิเหนากลับเมือง เนื่องจากพระมารดาครรภ์แก่จวนจะคลอดและต้องการพบ อิเหนา   จำใจต้องกลับเมือง
                ท้าวกุเรปันต้องการให้อิเหนาอภิเษกกับบุษบาโดยเร็ว จึงสั่งให้อิเหนาเตรียมตัวเดินทางไปเมืองดาหา และให้ดะหมังไปแจ้งท้าวดาหาให้เตรียมสยุมพร ท้าวดาหาขอเลื่อนกำหนดการวิวาห์เพื่อตกแต่งพระนคร ส่วนอิเหนาหลงใหลพร่ำเพ้อถึงนางจินตะหรา            จึงทำอุบายทูลลาท้าวกุเรปันไปเที่ยวป่าเพื่อเสด็จไปหานางจินตะหรา
                อิเหนาเดินทางออกจากเมืองโดยปลอมเป็นชาวป่าชื่อมิสาระปันหยี พี่เลี้ยงทั้งสี่เปลี่ยนชื่อเช่นกัน ปูนตา ชื่อ ตาระมาหงัน   ยะรุเดะ ชื่อ มาหงันเอ็งหรูกูดา  กะระตาหรา ชื่อ  กุดาส่าหรีกันตะหรา     ประสันตา ชื่อ กุดาระมายา
                อิเหนาเดินทางถึงเมืองหมันหยาจึงไปอยู่กับนางจินตะหรา ท้าวกุเรปันส่งคนมาเตือนให้กลับไปเข้าพิธีวิวาห์กับนางบุษบาหลายครั้ง แต่อิเหนาไม่ยอมกลับในที่สุดปฏิเสธไม่ยอมอภิเษกกับนางบุษบา และอนุญาตให้นางบุษบาแต่งงานกับชายอื่นได้ ท้าวดาหากริ้วและอับอายเป็นอย่างมาก ประกาศว่าหากชายใดมาขอนางบุษบาก็จะยกให้โดยไม่เกรงว่าวงศ์เทวัญจะตกต่ำไปปะปนกับวงศ์อื่น
                ฝ่ายระตูจรกาซึ่งเป็นน้องของระตูล่าส่า ต้องการมีมเหสีรูปงาม จึงให้ช่างไปวาดภาพราชธิดากษัตริย์เมืองต่างๆ มาให้แต่จรกาก็ไม่ต้องการ ช่างได้ไปเมืองดาหาวาดภาพนางบุษบาได้สองภาพแล้วซ่อนไว้ในผ้าโพกหัว องค์ประตาระกาหลงพระอัยกาบนสวรรค์ไม่พอพระทัยที่อิเหนาไปรักใคร่       คนต่ำศักดิ์   จึงลงโทษโดยหยิบภาพระเด่นบุษบาไปภาพหนึ่ง ช่างภาพจึงมีภาพถวายจรกาเพียงภาพเดียว เมื่อจรกาเห็นภาพก็หลงรักนางบุษบาทันที   ให้ท้าวล่าส่าไปสู่ขอท้าวดาหาทรงประทานเพราะความแค้นอิเหนา
                ฝ่ายกษัตริย์สามพี่น้อง ได้แก่ ระตูกะหมังกุหนิง ระตูปาหยังและระตูประหมัน ระตูกะหมังกุหนิงมีโอรสชื่อ ระเด่นวิหยาสะกำ  วันหนึ่งวิหยาสะกำออกล่าสัตว์ในป่าพบภาพบุษบาจึงหลงรักนางบุษบาจนเพ้อคลั่ง ท้าวกะหมังกุหนิงจึงไปสู่ขอนางบุษบาและบังคับว่าหากท้าวดาหาไม่ยอมยกนางบุษบาให้จะยกทัพไปชิงนาง แต่ท้าวดาหาปฏิเสธ เนื่องจากได้หมั้นบุษบากับจรกาแล้ว ท้าวกะหมังกุหนิงและอนุชาทั้งสองจึงยกทัพมาตีเมืองดาหา ท้าวดาหาจึงขอความช่วยเหลือไปยังเมืองกุเรปัน  กาหลัง และสิงหัดส่าหรี
                    ท้าวกุเรปันส่งสารบังคับให้อิเหนาไปช่วยศึกเมืองดาหา หากไม่กลับจะตัดขาดความเป็นพ่อลูกกัน อิเหนาจำใจยกทัพไปช่วยในที่สุดอิเหนาฆ่าท้าวกะหมังกุหนิง และสังคามาระตาฆ่า วิหยาสะกำตาย ระตูอนุชาทั้งสององค์ของกะหมังกุหนิงจึงยอมอ่อนน้อมและถวายบรรณาการแก่อิเหนา
               เมื่อเสร็จศึกอิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหาจึงได้พบนางบุษบา อิเหนาหลงรักนางทันทีและเกิดคิดเสียดายนาง จึงไม่ยอมเสด็จกลับกุเรปัน เพียรผูกไมตรีกับมะเดหวีและพี่เลี้ยงนางบุษบาให้ช่วยกราบทูลท้าวดาหาเพื่อให้ได้นางกลับคืน
               ต่อมาท้าวดาหาเสด็จไปใช้บนที่ภูเขาวิลิศมาหรา มะเดหวีพานางบุษบาไปไหว้พระปฏิมาเพื่ออธิษฐานเสี่ยงทายเนื้อคู่ อิเหนากับสังคามาระตาและพี่เลี้ยงแอบอยู่หลังพระปฏิมา อิเหนาให้พี่เลี้ยง    ไล่ต้อนค้างคาว ทำให้เทียนดับ ส่วนอิเหนาออกมาแล้วเล้าโลมนางบุษบา พี่เลี้ยงของนางบุษบา   
               จุดเทียนชัย จึงเห็นอิเหนาทำการหักหาญ มะเดหวีโกรธมาก แต่อิเหนาไม่ยอมปล่อยนางบุษบาจนมะเดหวีให้สัญญาว่า จะคิดหาทางช่วยให้อิเหนาได้แต่งงานกับบุษบา อิเหนาจึงยอมปล่อยตัว      นางบุษบา
               เมื่อใกล้พิธีวิวาห์ของนางบุษบาและจรกา อิเหนาทุกข์ระทมจนล้มป่วย ท้าวดาหาจึงเลื่อน    งานวิวาห์จนอิเหนามีอาการดีขึ้น ท้าวดาหาจึงเตรียมจัดงานอีกครั้ง
               ในขณะเมืองดาหามีงานสมโภชพิธีวิวาห์ อิเหนาจุดไฟเผาเมืองปลอมตัวเป็นจรกาอุ้มนางบุษบาไปอยู่ในถ้ำและได้นางเป็นชายา
               ท้าวกุเรปันและท้าวดาหาทรงสงสัยว่าอิเหนาลักพาบุษบาไป อิเหนาคิดเข้าเมืองเพื่อมิให้ผู้อื่นสงสัยตน จึงฝากให้ประสันตา และกะระตาหลาดูแลนางบุษบา ประสันตาเห็นนางบุษบาเศร้าโศกคิดถึงอิเหนาจึงทูลเชิญออกชมสวน องค์ปะตาระกาหลาโกรธอิเหนาที่ก่อเหตุวุ่นวาย จึงบันดาลให้เกิดพายุพัดพารถของนางบุษบาและพี่เลี้ยงไปตกในป่า แล้วปลอมตัวนางบุษบาเป็นชายชื่ออุณากรรณและสาปว่าหากอิเหนาพบก็ขอให้จำกันไม่ได้ อุณากรรณออกเดินทางไปกับพี่เลี้ยงซึ่งปลอมตัวเป็นชายเช่นกัน ระตูประมอตันมาพบอุณากรรณจึงรับเป็นบุตรหวังให้ครองราชสมบัติต่อไป
                อิเหนาออกติดตามหานางบุษบา โดยเปลี่ยนชื่อเป็นปันหยียาหยาพี่เลี้ยงทั้งสี่ก็เปลี่ยนชื่อเช่นกัน เมื่อเดินทางผ่านบ้านเมืองใด ก็เข้าปล้นจนเจ้าเมืองทุกเมืองเกรงกลัว แต่งเครื่องบรรณาการมา         อ่อนน้อมพร้อมถวายโอรสและธิดา แม้อิเหนาเดินทางติดตามหานางบุษบา จนทั่วเกาะชวาแต่ไม่พบ     จึงบวชพร้อมพี่เลี้ยงทั้งสี่ อิเหนาอธิษฐานให้องค์ปะตาระกาหลาช่วยดลบันดาลให้พบนางบุษบา     องค์ปะตาระกาหลาจึงปรากฏตัวให้อุณากรรณเห็น และให้ออกตามหาอิเหนา ต่อมาปันหยีได้พบกับอุณากรรณแต่จำกันไม่ได้ สังคามาระตาให้ทหารไปแอบดูอุณากรรณสรงน้ำจึงทราบว่าเป็นหญิง     เมื่ออุณากรรณรู้ว่ามีทหารของปันหยีลอบเข้ามาก็ตกใจ เกรงว่าปันหยีจะทำการให้นางเสื่อมเสีย พี่เลี้ยง ทั้งสองแนะนำให้อุณากรรณไปลาปันหยี และออกเดินทางตามหาอิเหนาต่อจนถึงเขาตะหลากัน     อุณากรรณและพี่เลี้ยงจึงบวช อุณากรรณเปลี่ยนชื่อเป็นติหลาอรสา
                        ต่อมาประสันตาพบชีติหลาอรสาและพี่เลี้ยงไปทูลปันหยี ปันหยีรีบตามไปดูและลวงชีติหลาอรสา พร้อมพี่เลี้ยงขึ้นรถไปเมืองกาหลัง ปันหยีได้ยินนางชีพูดถึงอิเหนา จึงสงสัยว่าชีติหลาอรสาคือนางบุษบา ประสันตาทำอุบายเชิดหนังตะลุง เนื้อเรื่องกล่าวถึงความหลังระหว่างอิเหนากับบุษบา นางชีโศกเศร้า บาหยันออกมาดูว่าใครเป็นผู้เชิดหนัง ได้พบประสันตาจึงทราบความจริงทั้งหมด ปันหยีจึงสึกนางบุษบา แล้วใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ต่อมาท้าวกุเรปันและท้าวดาหาจัดงานอภิเษกให้ โดยส่งสาส์นเชิญท้าวหมันหยา ให้นางจินตะหรามาร่วมอภิเษกด้วย โดยนางจินตะหราเป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวา นางบุษบาเป็นประไหมสุหรีฝ่ายซ้าย ครองเมืองกุเรปันสืบมา

ลักษณะนิสัยของตัวละคร
                อิเหนา  เจ้าชายแห่งกรุงกุเรปันซึ่งเป็นหนึ่งในวงศ์อสัญแดหวาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์รูปร่างงดงามเป็น
ที่ติดใจของผู้พบเห็น อิเหนายังเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวานสามารถผูกใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้สวามิภักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่ตนพึงใจ   นอกจากนั้นอิเหนายังมีความสามารถในการรบ ไม่ว่าจะยกทัพไปที่ใดก็ไม่มีกษัตริย์บ้านเมืองใดสามารถเอาชนะได้
            อิเหนาถึงแม้จะเป็นคนเก่งกล้ารูปงาม มีวาทศิลป์ แต่อิเหนาก็ยังมีข้อบกพร่องคือเป็นคนดื้อดึง ถือเอาแต่ใจตัวใหญ่  ซึ่งได้มีผู้ให้ความสนใจนำมาเขียนเป็นบทความตีพิมพ์เผยแพร่ ดังนี้


                นิดา  มีสุข ( ๒๕๔๘, หน้า ๑๒๑ ) กล่าวว่า การที่อิเหนาเกิดในชาติตระกูลสูง  รูปร่างหน้าตาดี  ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี  มีวิชา  มีฝีมือ  หมั่นฝึกซ้อมอาวุธร่วมกับพี่เลี้ยงและมหาดเล็กซึ่งเติบโตมาด้วยกัน  ทำให้อิเหนาเป็นชายหนุ่มที่พร้อมไปทุกอย่าง เป็นที่รักของทุกคนที่เกี่ยวข้อง  สิ่งเหล่านี้ส่งเสริมให้อิเหนาเกิดความมั่นใจในตนเอง ความมั่นใจนี้ส่งผลมาให้อิเหนาเป็นพระเอกที่ดื้อรั้นยิ่งกว่าพระเอกคนใดๆ  อย่างไรก็ตามความดื้อรั้นของอิเหนาเป็นความดื้อรั้นที่เกิดจากความรักทั้งสิ้น[๓]
            นางบุษบา   เป็นธิดาของท้าวดาหาและประไหมสุหรีดาหราวาตี แห่งกรุงดาหา ท้าวกุเรปันก็ขอตุนาหงันให้กับอิเหนา
            บุษบาเป็นหญิงที่งามล้ำเลิศกว่านางใดในแผ่นดินชวากิริยามารยาทเรียบร้อย คารมคมคาย เฉลียวฉลาดทันคนใจกว้างและมีเหตุผล จึงผูกใจให้อิเหนารักใคร่ใหลหลงนางยิ่งกว่าหญิงอื่น นอกจากนั้นบุษบายังเป็นลูกที่ดีอยู่ในโอวาทของพระบิดา พระมารดา ยอมแต่งงานกับระตูจรกา แม้ว่าจะไม่พอใจในความขี้ริ้ว
ขี้เหร่ของระตูจรกาก็ตาม
            นางถูกเทวดาบรรพบุรุษ ของวงค์อสัญแดหวาคือ องค์ปะตาระกาหลาบันดาลให้ลมพายุหอบไป ทำให้นางต้องพลัดพรากจาก
อิเหนา และพระบิดาพระมารดาเป็นเวลาหลายปี กว่าจะได้พบอิเหนาและวิวาห์กัน โดยนางได้ตำแหน่งเป็นประไหมสุหรีฝ่ายซ้าย
                อิเหนา และบุษบา เป็นตัวละครเอกของเรื่องในบทละครเรื่องอิเหนา นอกจากนี้ยังมีตัวละครอื่นที่เป็นตัวละครสำคัญในเรื่อง ดังจะอธิบายลักษณะนิสัยของตัวละคร  ดังต่อไปนี้                     
จินตะหรา  เป็นธิดาของระตูหมันหยากับประไหมสุหรีชื่อสุหรีจินดาส่าหรี     แห่งเมืองหมันหยา รูปโฉมงดงาม มีนิสัยเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเองแสนงอน ช่างพูดประชดประชัน บางครั้งก็ก้าวร้าวหยาบคาย จนแม้แต่อิเหนาเองยังนึกรำคาญใจ
             ท้าวกุเรปัน  เป็นกษัตริย์ครองกรุงกุเรปัน มีมเหสี ๕ องค์ ตามประเพณี มีประไหมสุหรีชื่อนิหลาอระ
ตา    ท้าวกุเรปัน มีโอรสองค์แรกกับลิกูชื่อ กะหรัดตะปาตี และมีโอรสธิดากับประไหมสุหรีคือ อิเหนาและวิยะดา  ท้าวกุเรปันมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก ๓ องค์ ซึ่งเป็นกษัตริย์ของเมืองต่างๆ คือท้าวดาหา  
ท้าวกาหลัง  และท้าวสิงหัดส่าหรี ท้าวกุเรปัน ทรงหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของวงอสัญแดหวา จึงไม่พอใจมาก
ที่อิเหนาไปมีความสัมพันธ์กับจินตะหรา
             ท้าวดาหา   กษัตริย์ครองกรุงดาหา มีมเหสี ๕ องค์  ประไหมสุหรีชื่อ ดาหราวาตี ท้าวดาหามีโอรสธิดากับประไหมสุหรีคือบุษบาและสียะตรา ท้าวดาหาเป็นผู้มีใจยุติธรรม เพราะทรงยินยอมให้จินตะหราเป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวา ซึ่งใหญ่กว่าบุษบาที่เป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวา 
             ท้าวกะหมังกุหนิง    ผู้ครองเมืองกะหมังกุหนิง  มีน้อง ๒ คน  คือ ระตูปาหยัง และระตูประหมัน และมีโอรสชื่อ วิหยาสะกำซึ่งเป็นโอรสที่พระองค์ และมเหสีรักดังแก้วตาดวงใจ เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงทราบว่าวิหยาสะกำคลั่งไคล้นางบุษบาธิดาของท้าวดาหา ซึ่งสิ่งที่เห็นเป็นเพียงรูปวาดเทานั้น พระองค์ก็แต่งทูตไปขอนางทันที ครั้นถูกปฏิเสธ ท้าวกะหมังกุหนิงจึงโกรธมาก และยกทัพไปตีกรุงดาหาเพื่อแย่งนางบุษบามาให้วิหยาสะกำ แม้น้องทั้งสองจะทัดทาน แต่ท้าวกะหมังกุหนิงก็ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดโดยประกาศว่าจะยอมตายเพื่อลูก
             วิหยาสะกำ   โอรสของท้างกะหมังกุหนิง ซึ่งเกิดจาดประไหมสุหรี วิหยาสะกำมีฝีมือในการใช้ทวนเป็นอาวุธ และเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวมาก
            สังคามาระตา  โอรสของระตูปรักมาหงัน  และเป็นน้องของมาหยารัศมี สังคามาระตาเป็นหนุ่มรูปงาม มีความเฉลียวฉลาด รอบคอบ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ เก่ง และกล้าหาญ ทั้งยังมีความซื่อสัตย์ และชำนาญในการใช้ทวนเป็นอาวุธ เป็นคู่คิดคู่ปรึกษาและช่วยเตือนสติอิเหนาได้หลายครั้ง                   
             สุหรานากง    โอรสของท้าวสิงหัดส่าหรีที่เกิดจากประไหมสุหรี พระบิดาได้สู่ขอสะการะหนึ่งหรัด ธิดาท้าวกาหลังให้เป็นคู่ตุหนาหงันตั้งแต่เด็ก สุหรานากงปฏิบัติตนเป็นลูกที่ดีอยู่ในโอวาทของพระบิดาและพระมารดาอยู่เสมอ มีความกล้าหาญ และวางตนได้ย่างเหมาะสม 
            ระตูหมันหยา โอรสของท้าวมังกัน พระบิดาได้ขอตุหนาหงัน ระเด่นจินดาส่าหรี ธิดาองค์สุดท้ายของระตูหมันหยาซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว  เมื่อแต่งงานกัน พระมารดาของระเด่นจินดาส่าหรีได้อภิเษกให้ครองเมืองหมันหยา โดยให้ระเด่นจินดาส่าหรีเป็นประไหมสุหรี ระตูหมัยหยาและประไหมสุหรีจินดา มีธิดาเพียงองค์เดียว คือจินตะหราวาตี ระตูหมันหยามีจิตใจอ่อนแอ ไม่มีความเป็นนักสู้       
           ประสันตา   เป็นพี่เลี้ยงหนึ่งในสี่ของอิเหนา ซึ่งท้าวกุเรปันเลือกแต่ครั้งอิเหนาประสูติใหม่ๆ บิดาของประสันตาเป็นเสนาบดีตำแหน่งยาสา(ฝ่ายตุลาการ)  ของกุเรปัน ประสันตามีนิสัยตลก คะนอง  ปากกล้า  เจ้าอารมณ์ ชอบพูดเย้าแย่เสียดสีผู้อื่นอยู่เสมอ และยังเจ้าเล่ห์อีกด้วย 
คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์
                บทละครเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   เป็นบทละครที่มีสำนวนไพเราะ   มีผู้แสดงแนวคิดไว้ดังนี้
                ม..บุญเหลือ  เทพยสุวรรณ ( ๒๕๓๙, หน้า๔๗ )กล่าวว่า กลอนในพระราชนิพนธ์เรื่องนี้  อาจกล่าวได้ว่าดีทุกโวหาร และไม่ใช่ดีอย่างหนังสือทั่วๆไป      แต่ดีอย่างเยี่ยมยิ่ง อย่างจะหากลอนในหนังสือใดเทียบได้ยาก[๔]
                โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนวนกลอนในบทต่างๆ อันได้แก่  บทอาบน้ำแต่งตัว  หรือที่เรียกว่า  บทสระสรงทรงเครื่อง  บทชมรถชมม้า  หรือที่เรียกว่า บทชมกระบวนทัพ และบทชมนกชมไม้ ดังนี้

                สุนันท์  จันทร์วิเมลือง ( ๒๕๔๖, หน้า๑๒๔-๑๒๕ )  กล่าวว่า     บทอาบน้ำแต่งตัว หรือบทสระสรงทรงเครื่องเป็นบทพรรณนาที่ปรากฏมากที่สุดในบทละครเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ คือมีจำนวนทั้งสิ้นเกือบ ๑๐๐  บท มีขนาดสั้นบ้างยาวบ้าง  บทสระสรงทรงเครื่องหลายตอนมีการเล่นคำเพื่อทำให้บทกลอนมีความไพเราะยิ่งขึ้น [๕]
                ดังตัวอย่างบทสระสรงทรงเครื่องของอิเหนา  จินตะหราวาตี  สการะวาตี และมาหยารัศมี เป็นบทที่ตัวละครหลายตัวสระสรงทรงเครื่องพร้อมกัน ดังคำประพันธ์ที่ปรากฏ

                                                 เมื่อนั้น                                                 พระสุริย์วงศ์เทวัญหรรษา
                                จึงชวนสามทรามวัยไคลคลา                             เสด็จมาสรงสนานสำราญกาย
                                พระทรงสุคนธารในพานทอง                          นางผัดพักตร์ผิวผ่องส่องพระฉาย
                                พระทรงภูษายกกระหนกลาย                           นางนุ่งลายก้านขดงดงาม
                                พระสอดใส่ฉลององค์โอภาส                           นางห่มตาดเรืองรองทองอร่าม
                                พระทรงปั้นเหน่งสายประจำยาม                    โฉมงามคาดเข็มขัดรัดองค์
                                พระทรงทับทรวงดวงกุดั่น                                นางใส่สร้อยสุวรรณตันหยง
                                พระสอดสวมพาหุรัดกระหวัดวง                     นางทรงทองกรแก้วประพาส
                                พระทรงธำมรงค์เรืองระยับ                              นางใส่แหวนประดับมุกดาหาร
                                พระทรงชฏาแก้วสุรกานต์                                เยาวมาลย์ทรงมงกุฎพระบุตรี

                จากบทประพันธ์จะเห็นได้ว่า ผู้แต่งเล่นคำว่า พระ กับ นาง สลับกันในแต่ละวรรค มีการใช้คำอื่นแทนคำว่านางอยู่ ๒ คำ คือ โฉมงาม กับเยาวมาลย์ การเล่นคำในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้บทกลอนมีความไพเราะแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านสามารถเห็นภาพการสระสรงทรงเครื่องของตัวละครชายและหญิงได้ในคราวเดียวกัน
                บทชมรถชมม้า หรือบทชมกระบวนทัพ เป็นบทพรรณนาอีกลักษณะหนึ่งซึ่งมักปรากฏควบคู่กับบทสระสรงทรงเครื่อง  บทชมกระบวนทัพในตอนที่ท้าวกุเรปันรับสั่งให้ตำมะหงงเสนาผู้ใหญ่ไปเตรียมจัดทัพเพื่อจะยกไปเมืองดาหานั้น  เป็นบทพรรณนาที่ทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของบุคคลที่มีหน้าที่ต่างๆ ในกระบวนทัพอย่างชัดเจนด้วยการใช้สำนวนกลอนที่ไพเราะและใช้คำในการสื่อความหมายที่ค่อนข้างเข้าใจง่าย
ดังคำประพันธ์ที่ปรากฏ
                                                ขุนช้างผูกช้างระวางต้น                    สอดส่ายรัตคนผ่านหน้า
                                ควาญหมอประจำตัวคชา                                   ล้วนเคยอาสาสงคราม


                                                ขุนม้าผูกม้าผลาหก                             ผันผกว่องไวในสนาม
                                ทหารขี่สีเสื้อน้ำเงินงาม                                     ถือทวนพู่จามรีแดง
                                                ขุนรถตรวจเตรียมรถา                         อาชาเทียมชักเข้มแข็ง
                                สารถีขี่ขับเรี่ยวแรง                                              รถประเทียบตามตำแหน่งพระกำนัล
                                                ขุนพลจัดพลพร้อมหน้า                     กายากำยำล่ำสัน
                                ถือศัตราวุธครบครัน                                            คอยท่าทรงธรรม์จรลี

                บทชมนกชมไม้ในเรื่อง อิหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เป็นบทพรรณนาที่ได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในตอนที่อิเหนาเดินทางไปเมืองดาหา    แล้วหวนคิดถึงจินตะหราวาตี  สการะวาตี และมาหยารัศมี ดังคำประพันธ์ที่ปรากฏ
                                                ว่าพลางทางชมคณานก                      โผผกจับไม้อึ่งมี่
                                เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                                       เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
                                                นางนวลจับนางนวลนอน                 เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
                                จากพรากจับจากจำนรรจา                  เหมือนจากนางสการะวาตี
                                                แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง                         เหมือนร้างห้องมาหยารัศมี
                                นกแก้วจับแก้วพาที                                             เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา

                บทพรรณนาที่ยกมาแสดงให้เห็นความสามารถในการใช้ภาษาของผู้แต่งได้อย่างไพเราะยิ่ง เพราะนอกจากจะเล่นคำว่า เหมือน           ซึ่งเป็นคำเปรียบที่ใช้เชื่อมความในการแสดงภาพพจน์แบบอุปมาในทุกบทบาทแล้ว ผู้แต่งยังเล่นคำพ้องรูปพ้องเสียง โดยนำชื่อของพรรณไม้มาคู่กับพันธุ์นก  แล้วจึงนำมาเชื่อมโยงกับความคิดและความรู้สึกต่างๆของตัวละคร
                บทชมนกชมไม้ที่ยกมานี้ได้เคยมีผู้กล่าวตำหนิว่าเป็นบทพรรณนาที่ไม่สมจริง  เนื่องจากนกบางชนิด เช่นนกนางนวลเป็นนกที่ชอบอยู่ตามทะเล  ไม่ใช่นกที่อาศัยอยู่ในป่า นอกจากนี้นกนางนวลยังมีลักษณะทางกายภาพที่ไม่สามารถเกาะบนกิ่งของต้นนางนวลได้อีกด้วย
                ปัญญา  บริสุทธิ์ ( ๒๕๔๒, หน้า ๖๙ ) กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านควรคำนึงถึงหลักของวรรณคดีว่าวรรณคดีนั้นเพ่งเล็งถึงความไพเราะทางภาษาเป็นส่วนใหญ่  มิได้คำนึงถึงความจริงแบบวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นเอาแง่ความจริงมาจับหลักวรรณคดีไม่ได้   เพราะจะทำให้เสียรสวรรณคดี[๖]
การใช้คำและโวหาร  เรื่องอิเหนา  เช่นตอนศึกกะหมังกุหนิง  มีการใช้ภาษาที่สละสลวยให้อารมณ์อันลึกซึ้งกินใจ  อีกทั้งมีโวหารเปรียบเทียบให้เห็นภาพพจน์ให้เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์  ที่สำคัญยังแฝงด้วยข้อคิดที่มีคุณค่ายิ่งอีกมากมาย  ดังนี้
              
การใช้โวหารเปรียบเทียบ  คือ  โวหารอุปมาเป็นการสร้างอารมณ์ให้กับผู้อ่าน  กวีเปรียบได้ชัดเจน  เช่น
                                       กรุงกษัตริย์ขอขึ้นก็นับร้อย             เราเป็นเมืองน้อยกระจิหริด
                             
ดังหิ่งห้อยจะแข่งแสงอาทิตย์                    เห็นผิดระบอบบุราณมา
         
   ปาหยังกับปะหมันประเมินกำลังฝ่ายตนว่าเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ เท่านั้น       คงสู้วงศ์เทวาไม่ได้  จึงไม่ควรสู้เป็นการเตือนสติให้หยุดคิด  แต่ก็ไม่ได้ผล  ปัญหาใหญ่จึงตามมา
          
   หรือจากคำคร่ำควรญของจินตะหรา  ที่เปรียบความรักเหมือนสายน้ำไหลที่ไหลไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับ  ที่มาของสำนวน "ความรักเหมือนสายน้ำไม่มีวันไหลย้อนกลับ"  คำคร่ำครวญของจินตะหราเป็นเพราะเกิดความไม่มั่นใจในฐานะของตนเอง  เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าตนอาจต้องสูญเสียคนรัก  เพราะข่าวการ
แย่งบุษบาแสดงว่าบุษบาต้องสวยมาก  อีกทั้งยังเป็นคู่หมั้นของอิเหนามาก่อน  ยิ่งทำให้รู้สึกหวาดหวั่น 
ดังคำประพันธ์ที่อ่านแล้วจะเกิดอารมณ์สะเทือนใจ  สงสาร  และเห็นใจว่า
                                  
แล้วว่าอนิจจาความรัก                           พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล
                             
ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป                         ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา
                             
สตรีใดในพิภพจบแดน                               ไม่มีใครได้แค้นเหมือนนอกข้า
                             
ด้วยใฝ่รักให้เกิดพักตรา                                จะมีแต่เวทนาเป็นเนืองนิตย์                                                             
              
อีกตอนหนึ่งมีใช้อุปมาโวหารได้กินใจเช่นกัน  เพราะแสดงความรักอันท่วมท้นของพ่อที่มีต่อลูก
                                   "
พี่ดังพฤกษาพนาวัน                            จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา"
              
ความรักของพ่อทนไม่ได้ที่เห็นลูกมีทุกข์  หากแลกได้จะยอมรับทุกข์แทนลูก  แต่เมื่อทำไม่ได้พ่อก็ต้องพยายามจนถึงที่สุด  แม้รู้ว่าจะไปตายก็ยอม  บทเปรียบเทียบนี้เปรียบกับธรรมชาติ  คือ  ต้นไม้บางประเภทที่เมื่อออกผลแล้วต้นจะตายไป  ต้นไม้ตายเพราะลูกก็เปรียบได้กับท้าวกะหมังกุหนิงต้องตายเพราะมีสาเหตุมาจากวิหยาสะกำซึ่งเป็นพระราชโอรสนั่นเอง  อุปมานี้ฝากข้อคิดไว้ให้ลูก ๆ ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่รักเรามากมายเพียงใด
              
อีกตอนหนึ่งเป็นข้อความในพระราชสาส์นที่ท้าวกุเรปันมีไปถึงอิเหนา     ท้าวกุเรปันเป็นคนรักลูกก็จริง  แต่ก็หยิ่งในเกียรติถือยศถือศักดิ์  ถ้าลูกผิดก็จะไม่มีวันโอนอ่อน  คำประพันธ์ตอนนี้จึงให้อารมณ์ของความเด็ดขาด  เข้มแข็ง  ไม่มีการอ้อนวอนขอร้องใด  เปิดโอกาสให้อิเหนาคิดเอาเอง  หากไม่มาก็ถือตัดพ่อตัดลูกชนิดไม่ต้องมาเผาผีกัน
                                  
แม้มิยกพลไกรไปช่วย                           เราก็ม้วยก็อย่ามาดูผี
                             
อย่าดูทั้งเปลวอัคคี                                       แต่วันนี้ขาดกันจนบรรลัย
          ใช้คำบรรยายชัดเจนได้ภาพพจน์  ผู้อ่านนึกภาพตามผู้เขียนบรรยายตามไปยิ่งจะทำให้ได้อรรถรสในการอ่านมากขึ้น  เช่น  ตอนอิเหนาต่อสู้กับท้าวกะหมังกุหนิงด้วยใช้กริชเป็นอาวุธ  จะเห็นลีลาท่าทางและจังหวะที่สอดคล้องกัน  เห็นทีท่าอันฉับไวและสง่างาม
                                           
เมื่อนั้น                                              ระเด่นมนตรีชาญสมาน
                         
พระกรกรายลายกริชติดตาม                          ไม่เข็ดขามคร้ามถอยคอยรับ
                         
หลบหลีกไวว่องป้องกัน                                 ผัดผันหันออกกลอกกลับ
                         
ปะทะแทงแสร้างทำสำทับ                              ย่างกระหยับรุกไล่มิได้ยั้ง
                         
เห็นระตูถอยเท้าก้าวผิด                                   พระกรายกริชแทงอกตลอดหลัง
                          
ล้มลงดาวดิ้นสิ้นกำลัง                                     มอดม้วยชีวังปลดปลง
คุณค่าด้านความรู้
๑ สังคมและวัฒนธรรมไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสร้างฉากและบรรยากาศในเรื่องให้เป็นสังคม วัฒนธรรม และบ้านเมืองของคนไทย แม้ว่าบทละครเรื่องอิเหนาจะได้เค้าเรื่องเดิมมาจากชวา ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยในพระราชสำนักและของชาวบ้านหลายประการ
๒. คุณค่าทางด้านการละครและศิลปกรรม   การละคร บทละครเรื่องอิเหนาเป็นยอดของละครรำ เพราะใช้คำประณีต ไพเราะ เครื่องแต่งตัวละครงดงาม ท่ารำงาม บทเพลงขับร้องและเพลงหน้าพาทย์กลมกลืนกับเนื้อเรื่องและท่ารำ จึงนับว่าดีเด่นในศิลปะการแสดงละคร  การขับร้องและดนตรี วงดนตรีไทยนิยมนำกลอนจากวรรณคดีเรื่องอิเหนาไปขับร้องกันมาก เช่น ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน และตอนประสันตาต่อนก เป็นต้น       ส่วนการช่างของไทย ผู้อ่านจะได้เห็นศิลปะการแกะสลักลวดลายการปิดทองล่องชาด และลวดลายกระหนกที่งดงามอันเป็นความงามของศิลปะไทย ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ

ข้อคิด
๑. การเอาแต่ใจตนเอง อยากได้อะไรเป็นต้องได้  ไม่รู้จักระงับความอยากของตน หรือพอใจในสิ่งที่ตนมีแล้ว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา และคนอื่นๆ ก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ดังเช่นในตอนที่อิเหนาได้เห็นนางบุษบาแล้วเกิดหลงรัก อยากได้มาเป็นมเหสีของตน กระนั้นแล้ว อิเหนาจึงหาอุบายแย่งชิงนางบุษบา แม้ว่านางจะถูกยกให้จรกาแล้วก็ตาม โดยที่อิเหนาได้ปลอมเป็นจรกาไปลักพาตัวบุษบา แล้วพาไปยังถ้ำทองที่ตนได้เตรียมไว้ ซึ่งการกระทำของอิเหนานั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว พิธีที่เตรียมไว้ก็ต้องล่มเพราะบุษบาหายไป อีกทั้งเมืองยังถูกเผา เกิดความเสียหายเพียงเพราะความเอาแต่ใจอยากได้บุษบาของอิเหนานั่นเอง

๒. การใช้อารมณ์ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคนนั้น ย่อมต้องประสบพบกับเรื่องที่ทำให้เราโกรธ หรือทำให้อารมณ์ไม่ดี ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้น เราควรจะต้องรู้จักควบคุมตนเอง เพราะเมื่อเวลาเราโมโห เราจะขาดสติยั้งคิด เราอาจทำอะไรตามใจตัวเองซึ่งอาจผิดพลาด และพลอยทำให้เกิดปัญหาตามมาอีก ฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง และเมื่อเรามีสติแล้วจึงจะมาคิดหาวิธีแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งภายในเรื่องอิเหนาเราจะเห็นได้จากการที่ท้าวดาหาได้ประกาศยกบุษบาให้ใครก็ตามที่มาสู่ขอ โดยจะยกให้ทันที เพราะว่าทรงกริ้วอิเหนาที่ไม่ยอมกลับมาแต่งงานกลับบุษบาตามที่ได้หมั้นหมายกันไว้ การกระทำของท้าวดาหานี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาและความวุ่นวายหลายอย่างตามมา และท้าวดาหานั้นยังกระทำเช่นนี้โดยมิได้สนใจว่าบุตรสาวของตนจะรู้สึกเช่นไร หรือจะได้รับความสุขหรือความทุกข์หรือไม่
๓. การใช้กำลังในการแก้ปัญหา โดยปกติแล้ว เวลาที่เรามีปัญหาเราควรจะใช้เหตุผลในการแก้การปัญหานั้น ซึ่งถ้าเราใช้กำลังในการแก้ปัญหา นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมา และอาจเป็นการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไปด้วย ตัวอย่างเช่น ท้าวกะหมังกุหนิงที่ได้ส่งสารมาสู่ขอบุษบาให้กับวิหยาสะกำบุตรของตน เมื่อทราบเรื่องจากท้าวดาหาว่าได้ยกบุษบาให้กับจรกาไปแล้ว ก็ยกทัพจะมาตีเมืองดาหาเพื่อแย่งชิงบุษบา ซึ่งการกระทำที่ใช้กำลังเข้าแก้ปัญหานี้ก็ให้เกิดผลเสียหลายประการ ทั้งทหารที่ต้องมาต่อสู้แล้วพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก สูญเสียบุตรชาย และในท้ายที่สุดตนก็มาเสียชีวิต เพียงเพราะต้องการบุษบามาให้บุตรของตน
๔. การไม่รู้จักประมาณตนเอง เราทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมมีในสิ่งที่แตกต่างกัน เกิดมาในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน เราก็ควรรู้จักประมาณตนเองบ้าง ใช้ชีวิตไปกับสิ่งที่คู่ควรกับตนเอง พอใจในสิ่งที่ตนมี เราควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นด้วย ถ้าเรารู้จักประมาณตนเองก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งถ้าเราไม่รู้จักประมาณตนเอง ก็อาจทำให้เราไม่มีความสุข เพราะไม่เคยสมหวังในชีวิต เช่นกับ จรกาที่เกิดมารูปชั่ว ตัวดำ อัปลักษณ์ หน้าตาน่าเกลียด จรกานั้นไม่รู้จักประมาณตนเอง ใฝ่สูง อยากได้คู่ครองที่สวยโสภา ซึ่งก็คือบุษบา เมื่อจรกามาขอบุษบา ก็ไม่ได้มีใครที่เห็นดีด้วยเลย ในท้ายที่สุด จรกาก็ต้องผิดหวัง เพราะอิเหนาเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับบุษบาไม่ใช่จรกา
๕. การทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด หรือคำนึงถึงผลที่จะตามมา การจะทำอะไรลงไป เราควรจะคิดทบทวนหรือ ชั่งใจเสียก่อนว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ ทำแล้วเกิดผลอะไรบ้าง แล้วผลที่เกิดขึ้นนั้นก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นหรือไม่ เกิดอย่างไรบ้าง เมื่อเรารู้จักคิดทบทวนก่อนจะกระทำอะไรนั้น จะทำให้เราสามารถลดการเกิดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น หรือสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที ถ้าเราทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด ก็มีแต่จะเกิดปัญหาตามมามากมาย เราจะเห็นตัวอย่างได้จากเรื่องอิเหนาในตอนที่อิเหนาได้ไปร่วมพิธีศพของพระอัยกีแทนพระมารดาที่เมืองหมันหยา หลังจากที่อิเหนาได้พบกับจินตะหราวาตี ก็หลงรักมากจนเป็นทุกข์ ไม่ยอมกลับบ้านเมืองของตน ไม่สนใจพระบิดาและพระมารดา ไม่สนใจว่าตนนั้นมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้คำนึงถึงผลที่จะตามมาจากปัญหาที่ตนได้ก่อขึ้น จากการกระทำของอิเหนาในครั้งนี้ก็ได้ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา
จากการศึกษาวิเคราะห์บทละครเรื่อง อิเหนา  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   นั้นย่อมเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านการประพันธ์ของพระองค์อย่างชัดเจน จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ยกย่องให้พระองค์เป็นกวีสำคัญของโลกอีกพระองค์หนึ่ง

บรรณานุกรม
จุลลดา ภักดีภูมินทร์. ( ๒๕๓๖ ) พระราชชายานารี ในรัชกาลที่ ๒ , เลาะวัง ๔ ,กรุงเทพฯ :         โชคชัยเทเวศร์, หน้า ๒๑๑
นันทนา กปิลกาญจน์.( ๒๕๔๗ ) . พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย: พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๗.     กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, หน้า ๑๓๓ ๑๓๕
นิดา  มีสุข  .( ๒๕๔๘ )อิเหนา : เพราะรักจึงรั้น   วารสารปาริชาติ , ๑๘(๑), หน้า ๑๒๑
บุญเหลือ  เทพยสุวรรณ , ม..  แว่นวรรณกรรม พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง   แอนด์  พับลิชชิ่ง,หน้า ๔๗
ปัญญา  บริสุทธิ์.( ๒๕๔๒ ). วิเคราะห์วรรณคดีไทยโดยประเภท    พิมพ์ครั้งที่ ๒.กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า ๖๙
พุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระ. ( ๒๕๑๔ ). อิเหนา พิมพ์ครั้งที่ ๑๑,  ธนบุรี :
ศิลปาบรรณาคาร.
สุนันท์  จันทรวิเมลือง. บุษบาผู้ถูกลิขิตชีวิตรัก. กรุงเทพฯ : ธารอักษร   จำกัด, หน้า๑๒๔ - ๑๒๕



[๑]  นันทนา กปิลกาญจน์.( ๒๕๔๗ ) . พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย: พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๗.     กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, หน้า ๑๓๓ ๑๓๕
[๒] จุลลดา ภักดีภูมินทร์. ( ๒๕๓๖ ) พระราชชายานารี ในรัชกาลที่ ๒ , เลาะวัง ๔ ,กรุงเทพฯ : โชคชัยเทเวศร์, หน้า ๒๑๑
[๓] ที่มา. จาก บทความอิเหนา : เพราะรักจึงรั้น ”  โดย นิดา  มีสุข , ๒๕๔๘, วารสารปาริชาติ , ๑๘(๑), หน้า ๑๒๑
[๔] บุญเหลือ  เทพยสุวรรณ , ม..  แว่นวรรณกรรม พิมพ์ครั้งที่ ๒ ,กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง  แอนด์ พับลิชชิ่ง,หน้า ๔๗
[๕] สุนันท์  จันทรวิเมลือง. บุษบาผู้ถูกลิขิตชีวิตรัก. กรุงเทพฯ : ธารอักษร   จำกัด, หน้า๑๒๔ - ๑๒๕
[๖] ปัญญา  บริสุทธิ์.( ๒๕๔๒ ). วิเคราะห์วรรณคดีไทยโดยประเภท .กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า ๖๙


                                                                                                                                   กันต์ฤทัย : เรียบเรียง




                                             

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น